วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2562

วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2562

🎸 บันทึกการเรียนครั้งที่ 3 🎸




🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷


🎸 ความรู้ที่ได้รับ 🎸





          วันนี้อาจารย์ให้นั่งกันเป็นกลุ่มตามที่ได้แบ่งกลุ่มกันไว้ เพื่อที่จะให้แต่ละกลุ่มได้ช่วยกันหาข้อมูลตามหัวข้อที่แต่ละกลุ่มได้รับมอบหมาย โดยกลุ่มของดิฉันรับผิดชอบเรื่องของ  "เสียง" จากนั้นอาจารญืให้เวลาในการหาข้อมูลพร้อมมอบหมายให้รวบรวมข้อมูลที่ได้ส่งลงไปในเว็บไซต์ที่อาจารย์ให้ส่งงาน 




🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷


🎸 เสียง 🎸


🎺 แหล่งที่มาของการเกิดเสียง

แบ่งได้เป็น4 อย่าง

   🎵 1. เสียงที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ 
          ได้แก่ การกระทบของน้ำกับก้อนหิน เสียงจากลมพัดใบหญ้า เสียงฝนตก เสียงฟ้าผ่า เสียงคลื่นทะเล เสียงต้นไม้เสียดสีกัน

   🎵 2. เสียงที่เกิดขึ้นจากสัตว์  
          หมายถึง เสียงร้องของสัตว์ต่างๆ

   🎵 3. เสียงที่เกิดขึ้นจากมนุษย์ 
          หมายถึง การกระทำของมนุษย์ด้วยวิธีต่างๆ ได้แก่ เสียงจากการเป่าริมฝีปาก เสียงจากการปรบมือ เสียงจากการย่ำเท้า เป็นต้น

   🎵 4. เสียงที่เกิดจากการบรรเลง 
          หมายถึง การที่มนุษย์นำวัสดุธรรมชาติมาประดิษฐ์เป็นเครื่องดนตรีที่ทำให้เกิดเสียง



🎺คุณสมบัติของเสียง

          เสียงเป็นคลื่นชนิดหนึ่งที่เคลื่อนที่โดยอาศัยตัวกลาง ดังนั้นจึงมีคุณสมบัติเหมือนคลื่น คือ

   🎵 1. การสะท้อน 
          เนื่องจากเสียงเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง เมื่อคลื่นเสียงเคลื่อนที่ไปกระทบสิ่งกีดขวาง จะทำให้เกิดการสะท้อนของเสียง และปัจจัยที่มีผลต่อการสะท้อนของเสียง ได้แก่
          🎻   1. ลักษณะพื้นผิวที่คลื่นเสียงไปกระทบ (ผิวเรียบและแข็ง สะท้อนได้ดี ส่วนผิวอ่อนนุ่มเนื้อพรุน จะดูดซับเสียงได้ดี)
          🎻   2.มุมตกกระทบกับระนาบสะท้อนเสียง (เสียงจะสะท้อนได้ดี เมื่อ มุมของเสียงสะท้อนเท่ากับมุมของเสียงตกกระทบ)

   🎵 2. การหักเห
          เมื่อเสียงเคลื่อนที่จากตัวกลางที่มีความหนาแน่นน้อย (อากาศ) เข้าสู่ตัวกลางที่มีความหนาแน่นมากกว่า(น้ำ)  เสียงจะหักเหออกจากเส้นตั้งฉาก 

    🎵 3. การสอดแทรก
          การแทรกสอดของเสียงเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากคลื่นเสียงที่มาจากแหล่งกำเนิดเสียงตั้งแต่ 2แหล่งขึ้นไปรวมกัน จึงเกิด การแทรกสอดแบบเสริมกัน และหักล้างกัน ทำให้เกิดเสียงดัง และ เสียงค่อยในกรณีที่เป็นเสียงเสริมกัน ตำแหน่งที่มีการเสริมกันจะมีเสียงดัง ส่วนตำแหน่งที่แทรกสอดแล้วหักล้างกันจะมีเสียงค่อย

    🎵 4. การเลี้ยวเบน
          การเลี้ยวเบนของเสียงมักจะเกิดพร้อมกับการสะท้อนของเสียง เสียงที่เลี้ยวเบน จะได้ยินค่อยกว่าเดิม เพราะพลังงานของเสียงลดลง
ในชีวิตประจำวันที่เราพบได้อย่างเสมออย่างหนึ่งคือการได้ยินเสียงของผู้อื่นได้โดยไม่เห็นตัวผู้พูด เช่น ผู้พูดอยู่คนละด้านของมุมตึก

🎺ประเภทของเสียง

   🎵 1. 
เสียงดังแบบต่อเนื่อง (continuous Noise)
          เป็นเสียงดังที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จำแนกออกเป็น 2 ลักษณะ คือ เสียงดังต่อเนื่องแบบคงที่ (steady-state Noise) และเสียงดีงต่อเนื่องที่ไม่คงที่  (Non steady state Noise)
          🎻 1. เสียงดังต่อเนื่องแบบคงที่ (Steady-state Noise) เป็นลักษณะเสียงดังต่อเนื่องที่มีระดับเสียง เปลี่ยนแปลง ไม่เกิน 3 เดซิเบล เช่น เสียงจากเครื่องทอผ้า เครื่องปั่นด้าย เสียงพัดลม เป็นต้u
          🎻 2. เสียงดังต่อเนื่องที่ไม่คงที่  (Non-steady state Noise)  เป็นลักษณะเสียงดังต่อเนื่องที่มี ระดับเลียงเปลี่ยนแปลงเกินก่า  10 เดชิเบล  เช่น เสียงจากเลื่อยวงเดือน    เครื่องเจียร    เป็นต้น

   🎵 2. เสียงดังเป็นช่วงๆ (lntermittent Noise)
          เป็นเสียงที่ดังไม่ต่อเนีอง มีความเงียบหรีอเบากว่าเป็นระยะๆลลับไปมา เช่น เสียงเครื่องปั๊ม/อัดลม เสียงจราจร เสียงเครื่องบินที่บินผ่านไปมา เป็นต้น

   🎵 3.
เสียงดังกระทบ หรือ กระแทก (lmpact or lmpulse Noise) 
          เป็นเสียงที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดอย่างรวดเร็ว ในเวลาน้อยกว่า 1 วินาที มีการเปลี่ยนแปลงของเสียงมากกว่า 40 เดชิเบล เช่น เสียงการตอกเสาเข็ ม การปั๊มชิ้นงาน การทุบเคาะอย่างแรง เป็นต้น



🎺ประโยชน์ของเสียง

   🎵 1. 
เสียงด้านวิศวกรรมและอุตสาหกรรม
          วิศวกรใช้คลื่นเหนือเสียงในการตรวจสอบรอยร้าวหรือรอยตำหนิในโลหะ แก้วหรือ เซรามิก โดยการส่งคลื่นเสียงที่มีความถี่ในช่วง 500 กิโลเฮิรตซ์ ถึง 15เมกะเฮิรตซ์ ผ่านเข้าไปในชิ้นงาน ที่ต้องการตรวจสอบ แล้ววิเคราะห์ลักษณะของคลื่นสะท้อน หรือวิเคราะห์ลักษณะคลื่นที่รบกวนในคลื่นที่ผ่านออกไป วิธีนี้นอกจากจะใช้ตรวจสอบชิ้นงานประเภทโลหะหล่อ หรือเซรามิกแล้ว ยังถูกนำไปใช้ตรวจสอบยางรถยนต์ที่ผลิตใหม่ด้วย  เครื่องมือวัดความหนาของแผ่นโลหะ หรือวัสดุที่มีความแข็งอื่นๆ สามารถทำได้โดย ใช้คลื่นเหนือเสียง แม้คลื่นจะไม่สามารถทะลุถึงอีกด้านหนึ่ง ของผิวหน้าแผ่นโลหะนั้นได้ก็ตาม เช่น การตรวจสอบความหนาของหม้อต้มน้ำความดันสูงสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมเป็นต้น
คลื่นเหนือเสียงพลังงานสูงยังถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางในการทำความสะอาดผิวของเครื่องใช้ขนาดเล็ก เช่น ชิ้นส่วนในนาฬิกาข้อมือและแว่นตา เป็นต้น เพื่อให้อนุภาคสกปรกที่จับเกาะผิวสั่นด้วยพลังงานของคลื่นเหนือเสียง เพราะความถี่ธรรมชาติของอนุภาคสกปรกตรงกันกับความถี่ธรรมชาติคลื่นเหนือเสียง  คลื่นจึงทำให้อนุภาคสกปรกเหล่านั้นหลุดจากผิวโลหะไปลอยปะปนไปในของเหลวที่โลหะแช่อยู่

   🎵 2. ด้านการแพทย์
          การใช้เสียงย่านความถี่อุลตราโซนิค(เกิน 20,000 Hz) ในการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์  โดยอาศัยหลักการส่งคลื่นเข้าไปกระทบกับอวัยวะภายใน แล้อาศัยคุณสมบัติการสะท้อนของเสียงออกมา แล้วไปแปลงสัณญาณด้วยความพิวเตอร์เป็นภาพให้เห็นได้ เช่น การตรวจหาเนื้องอกในร่างกาย , ตรวจลักษณะความสมบูรณ์และเพศของทารกในครรภ์การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง(Echocardiography)
เป็นการตรวจหัวใจโดยใช้เครื่องมือที่มี ประสิทธิภาพสูง ทำงานโดยอาศัยหลัก การส่งคลื่นเสียงความถี่สูงซึ่งส่งออก มาจาก ผลึกแร่ชนิดพิเศษ และเมื่อรับสัญญานคลื่นเสียงที่ส่งออกไป นำมาแปรสัณญาน เป็นภาพขึ้น จะทำให้สามารถเห็นการทำงาน ของหัวใจ ขณะกำลังบีบตัว และคลายตัว และโดยการใช้เทคโนโลยีอันทันสมัย ทำให้ เราสามารถเห็น การไหลเวียนของเลือดผ่านช่องหัวใจ ห้องต่างๆเป็นภาพสี และเห็นการทำงาน ปิด-เปิด ของลิ้นหัวใจทั้งสี่ลิ้นได้

   🎵 3. ด้านการประมงค์และสำรวจใต้น้ำ
          ส่งคลื่นเสียง ลงไปใต้น้ำเพื่อการตรวจหาฝูงปลา และสิ่งแปลกปลอมกีดขวางภายใต้ทะเลลึกและการวัดความลึกของท้องทะเลโดยใช้หลักการของการสะท้อนเสียง ซึ่งเรียกกันว่า “ระบบโซนาร์”

   🎵 4.  ด้านสถาปัตยกรรม    
          ดังที่กล่าวมาแล้วในเรื่องการสะท้อนของเสียงว่า เสียงสะท้อนจากผนัง พื้น เพดาน ทำให้เกิดเสียงก้อง ดังเช่นการร้องเพลงในห้องน้ำที่มีผนังและพื้นมีกระเบื้องปู จะมีเสียงก้องจึงเหมาะกับการร้องเพลง เพราะทำให้ผู้ร้องเกิดความรู้สึกว่าการร้องเพลงในห้องน้ำเพราะกว่าการร้องใน ห้องธรรมดา ดังนั้น ห้องสำหรับฟังเพลงหรือร้องเพลงต้องมีการให้เสียงก้องเกิดขึ้นมากกว่าห้อง ทั่วไป แต่ก็ต้องมีค่าพอเหมาะสมไม่มากเกินไปจนฟังเพลงไม่รู้เรื่อง หรือเกิดความรำคาญ การออกแบบอาคาร ห้องประชุม  ทั้งสถาปนิกและวิศวกรก็ต้องคำนวณล่วงหน้าว่าให้มีเสียงก้องมากหรือน้อยเพียง ใด โดยการใช้วัสดุเก็บเสียง เช่น พรม ม่าน แผ่นกระดาษเก็บเสียง ฯลฯ เพื่อช่วยทำให้เวลาที่เกิดเสียงก้องพอเหมาะก่อนที่เสียงก้องจะจางหายไป

   🎵 5. ด้านธรณีวิทยา
          ในการสำรวจแหล่งแร่ด้วยการวิเคราะห์ชั้นหินต่างๆ นักธรณีวิทยาใช้วิธีการส่งคลื่นเสียงที่มีพลังงานสูงซึ่งได้จากการระเบิดของ ลูกระเบิดขนาดเล็กที่บริเวณผิวโลก คลื่นเสียงที่เกิดจากการระเบิดนี้จะทะลุผ่านชั้นต่างๆ ของเปลือกโลกลงไป เพราะเปลือกโลกประกอบด้วยชั้นหินที่มีลักษณะและความหนาแน่นแตกต่างกัน ทำให้คลื่นสะท้อนที่แต่ละชั้นของเปลือกโลกมีลักษณะแตกต่างกัน คลื่นเสียงสะท้อนนี้เมื่อกลับถึงผิวโลกจะเปลี่ยนเป็นสัญญาณไฟฟ้าเข้าสู่ อุปกรณ์เพื่อวิเคราะห์ต่อไป และผลที่ได้จะถูกนำมาเป็นข้อมูลหนึ่งของลักษณะชั้นหินต่างๆ ใต้ผิวโลก



🎺มลพิษทางเสียงมีอันตรายต่อสุขภาพและระบบการได้ยิน

   🎵 ผลเสียต่อการได้ยินดังนี้
          🎻 1. หูตึงหรือหูอื้อชั่วคราว 
คืออาการที่เกิดขึ้น เนื่องจากเสียงที่ดังนั้นยังไม่ดังมากและนานพอที่จะทำลายเซลล์ประสาทของหูได้อย่างง่ายดาย
          🎻 2. หูตึงหรือหูหนวกอย่างถาวร
อาการที่เกิดขึ้นเนื่องจากได้ฟังเสียงที่ดังมากเกินไปจนทำลายเซลล์ประสาทหูไปอย่างถาวรและไม่สามารถกลับมาได้ยินเหมือนเดิม
          🎻 3. หูตึงหรือหูอื้อแบบเฉียบพลัน
อาการหูหนวกอย่างเฉียบพลันซึ่งเกิดจากการได้รับฟังเสียงที่ดังเกินไปจนทำให้แก้วหูฉีกขาด เช่น เสียงระเบิด เสียงประทัด

    🎵 อันตรายต่อสุขภาพทั่วไปและจิตใจ
          เสียงที่ดังเกินไปจะรบกวนการนอนหลับและการพักผ่อน ส่งผลทำให้หงุดหงิด มีความเครียด อีกทั้งยังรบกวนการทำงานทำให้งานมีประสิทธิภาพด้อยลง และเสียงดังมากๆ ยังทำให้ความดันสูง เกิดโรคหัวใจ ชีพจรเต้นผิดปกติ เกิดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ และอาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้



🎺แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางเสียง 

   🎵 1. กำหนดและบังคับใช้มาตรฐานระดับความดัง
          ในสถานที่ต่างๆไม้ให้เกินค่ามาตรฐาน เพื่อลดอันตรายของเสียงที่อาจทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพและการได้ยิน

   🎵 2. ควบคุมแหล่งกำเนิดเสียง 
          เช่น ควบคุมเสียงที่เกิดจากยานพาหนะ โดยผู้ใช้รถทุกคันต้องตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์ของตนให้อยู่ในสภาพที่ดี ไม่ดัดแปลงท่อไอเสียให้เกิดเสียงดังรบกวนผู้อื่น โรงภาพยนตร์และสถานบันเทิงไม่ควรเปิดเสียงเครื่องเสียงที่ดังเกินค่ามาตรฐาน รวมทั้งโรงงานอุตสาหกรรมควรเลือกใช้เครื่องจักรหรือเครื่องมือต่างๆที่เกิดเสียงดังรบกวนน้อยที่สุด

   🎵 3. สำรวจและตรวจสอบตามแหล่งกำเนิดเสียงต่างๆ
          เพื่อเฝ้าระวังและควบคุมไม่ให้เกิดมลพิษทางเสียง

   🎵 4. หลีกเลี่ยงการอยู่ในแหล่งที่เสียงดังเป็นเวลานานๆ 
          แต่หากถ้าจำเป็นต้องอยู่หรือต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับเสียงดังมากๆ ควรใช้อุปกรณ์ป้องกันหู เช่นที่ครอบหู ที่อุดหู เพื่อลดอันตรายจากความดังของเสียง



🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷


🎸 ภาพบรรยากาศในชั้นเรียน 🎸








🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷


🎸 คำศัพท์ 🎸

1. Sound             เสียง
2. Noise              สัญญาณรบกวน
3. Steady            ความมั่นคง คงที่
4. State               สถานะ
5. lmpact            ส่งผลกระทบ
6. lmpulse          แรงกระตุ้น
7. lntermittent    เป็นระยะ
8. Continuous    ความต่อเนื่อง
9. Hertz              เฮิรตซ์



🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷


🎸 การประเมิน 🎸

ประเมินอาจารย์ : อาจารย์จัดเวลาในการสอนได้ดี และีการกระตุ้นนักศึกษาอยู่ตลอด

ประเมินเพื่อน : วันนี้เป็นการเรียนรวม 2 กลุ่มเรียน เพื่อนมีจำนวนเยอะ ทำให้มีเสียงดังบ้าง แต่ก็ตั้งใจทำงาน 

ประเมินตนเอง :  ตั้งใจหาข้อมูลตามที่อาจารย์สั่ง และมีการแบ่งหน้าที่ได้



🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷🎷












         

วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2562

วันพูธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2562

🌽 บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 2 🌽





🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵


🌽 ความรู้ที่ได้รับ 🌽





          อาจารย์ให้จับกลุ่ม 6 กลุ่มโดยมี 3 กลุ่มที่มีสมาชิก 5 คน และอีก 3 กลุ่มมีสมาชิก 4 คน เมื่อจับกลุ่มเรียบร้อย ให้ถ่ายรูปเพื่อนในสมาชิก และ บอกชื่อสมาชิกในกลุ่ม ลงใน www.padlet.com ที่อาจารย์สร้างไว้ จากนั้นให้แต่ละคนแสดงความคิดเห็นว่า การจัดประสบการณ์ด้านวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยนั้น ควรมีเรื่องอะไรบ้าง


                          


          จากนั้นอาจารย์ให้นึกเพลงมาเพลงนึง แล้วให้ทำท่าประกอบเพลงตามที่อาจารย์บอก จากนั้นก็ให้ทำตั้งแต่ท่าแรก จนไปถึงท่าสุดท้ายแล้วให้วนกลับมาท่าแรกวนไปจนจบเพลง ซึ่งวิธีนี้สามารถนำไปเป็นแนวทางในการจัดประสบการณ์ให้เด็กได้ โดยวิธีนี้สอดคล้องกับการทำงานของสมองที่ใช้เพลงเป็นสื่อในการให้เด็กได้แสดงออกทางด้านร่างกายซึ่งทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้

          การเรียนรู้ เกิดจากการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 มาเป็นเครื่องมือให้เกิดการเรียนรู้โดยต้องมีความสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กโดยเริ่มจากง่ายไปยาก ดังเช่น


🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵




 🌽ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์🌽

     พัฒนาการทางการรู้คิดของเด็กในช่วงอายุ 6 ปีแรกของชีวิต ซึ่งเพียเจต์ ได้ศึกษาไว้เป็นประสบการณ์สำคัญที่เด็กควรได้รับการส่งเสริม มี 6 ขั้น ได้แก่

     🌾 1. ขั้นความรู้แตกต่าง (Absolute Differences) 
          เด็กเริ่มรับรู้ในความแตกต่างของสิ่งของที่มองเห็น

     🌾 2. ขั้นรู้สิ่งตรงกันข้าม (Opposition) 
          ขั้นนี้เด็กรู้ว่าของต่างๆ มีลักษณะตรงกันข้ามเป็น 2 ด้าน เช่น มี-ไม่มี หรือ เล็ก-ใหญ่

     🌾 3. ขั้นรู้หลายระดับ (Discrete Degree) 
          เด็กเริ่มรู้จักคิดสิ่งที่เกี่ยวกับลักษณะที่อยู่ตรงกลางระหว่างปลายสุดสอง ปลาย เช่น ปานกลาง น้อย

    🌾  4. ขั้นความเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง (Variation) 
          เด็กสามารถเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ เช่น บอกถึงความเจริญเติบโตของต้นไม้

     🌾 5. ขั้นรู้ผลของการกระทำ (Function) 
          ในขั้นนี้เด็กจะเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนแปลง

    🌾  6. ขั้นการทดแทนอย่างลงตัว (Exact Compensation) 
          เด็กจะรู้ว่าการกระทำให้ของสิ่งหนึ่งเปลี่ยนแปลงย่อมมีผลต่ออีกสิ่งหนึ่งอย่างทัดเทียมกัน


          จากทฤษฎีของเพียเจต์เมื่อเด็กได้ลงมือปฏิบัติผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 จะทำให้เด็กเกิดการซึมซับรับ และเกิดเป็นปรับโครงสร้างทำให้เกิดเป็นความรู้ใหม่และเด็กจะมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อความอยู่รอด

          จากนั้นอาจารย์ให้ออกไปจับฉลากเพื่อเลือกหัวข้อของงานกลุ่มที่จะต้องรับผิดชอบ โดยมีหัวข้อดังนี้

     🌈 1. เครื่องกล
     🌈 2. แสง
     🌈 3. น้ำ
     🌈 4. อากาศ
     🌈 5. ดิน
     🌈 6. เสียง


          โดยให้ไปหาข้อมูลเกี่ยวกับ แหล่งที่มา คุณสมบัติ ประโยชน์ ผลกระทบ และการดูแลรักษา และหาสื่อการเรียนรู้มาใช้ประกอบในการจัดประสบกาณ์ให้เด็ก



🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵



🌽 คำศัพท์ 🌽


1. Absolute แน่นอน
2. Opposition ฝ่ายค้าน
3. Discrete ไม่ต่อเนื่อง
4. Variation การเปลี่ยนแปลง
5. Function ขั้นตอน
6. Exact แน่นอน
7. Differences ข้อแตกต่าง
8. Degree ระดับ
9. Compensation ค่าตอบแทน
10. Take action ลงมือปฏิบัติ





🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵



🌽 การประเมิน 🌽


ประเมินอาจารย์ : อาจารย์หยิบยกตัวอย่างต่างๆมากมายเพื่อที่จะให้เราเข้าใจ และอธิบายให้ฟังคนกว่าจะเข้าใจ อาจารย์ใจเย็นมาก 

ประเมินเพื่อน : เพื่อนตั้งใจเรียน คอยอธิบายและให้ความช่วยเหลือกันในเรื่องที่เพื่อนตามไม่ทัน 

ประเมินตนเอง : มีความตั้งใจเวลาที่อาจารย์อธิบาย



🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵🌵






วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2562

🌸 บันทึกการเรียนครั้งที่ 1 🌸




🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺



 🌸ความรู้ที่ได้รับ 🌸





 อาจารย์ได้ชี้แนะเกี่ยวกับรายวิชาว่า ในรายวิชานี้ต้องเรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง แต่ละสัปดาห์ต้องเรียนเกี่ยวกับอะไร และได้แนะนำเกี่ยวกับการทำบล๊อกที่ถูกต้อง ว่าควรเพิ่มเติมอะไรลงไปในบล๊อกถึงจะทำให้ดูน่าสนใจและสามารถถ่ายทอดความรู้ต่างๆให้ผู้เข้าชมได้


🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺


🌸คำศัพท์🌸

1. science วิทยาศาสตร์
2. recommend แนะนำ
3. interesting น่าสนใจ
4. additional เพิ่มเติม
5. relay ถ่ายทอด


🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺


🌸การประเมิน🌸

ประเมินอาจารย์ : อาจารย์มาตรงเวลา มีการจัดสรรค์เวลาได้ดี มีคำถามคอยถามให้เราได้คิดตาม และได้แสดงความคิดเห็น

ประเมินเพื่อน : เพื่อนๆมีความตั้งใจเรียน มาเรียนตรงเวลา อาจมีเสียงดังบ้าง แต่ก็ช่วยกันตอบคำถามอาจารย์ตลอด

ประเมินตนเอง : มีความตรงต่อเวลา และช่วยเพื่อนๆตอบคำถามอาจารย์ได้บ้าง



🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺





วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562

สรุป ตัวอย่างการสอน

               

🌼 สรุป ตัวอย่างการสอน 🌼





                                           



🌼 การสร้างวิศวกรน้อยที่เยอรมนี 🌼

          ปัญหาของประเทศเยอรมันคือการขาดแคนวิศวะกรปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดความสนใจในด้านวิทยาศาสตร์ของเด็กในยุคปัจจุบัน

         ซีเมนส์จึงได้ทำการปลูกฝังเด็กตั้งแต่เด็กเด็กจึงได้มีการคิดค้น “กล่องแห่งการค้นพบ” ซึ่งบรรจุอุปกรณ์ทดลองวิทยาศาสตร์แบบง่ายไว้ เขาหวังว่าการสร้างความสนใจในเรื่องต่างๆเช่นน้ำสีเสียงไฟฟ้าและอากาศ เด็กเด็กอาจจะเห็นว่าวิศวะกรเป็นอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจในอนาคต แต่ก่อนที่จะให้ความรู้แก่เด็กจะต้องให้ความรู้แก่ครูก่อน




🌼 “ กล่องแห่งการค้นพบ ” 🌼

เรื่องแรก    คือ   ในกล่องแห่งการค้นพบคืออากาศทุกอย่างเกี่ยวกับอากาศและลม
เรื่องที่สอง คือ   น้ำเรื่องที่โรงเรียนอนุบาลใช้ประโยชน์ในรูปแบบหลายรูปแบบ
เรื่องที่สาม คือ   สีซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากการวาดรูประบายสีของเด็กๆ
เรื่องที่สี่     คือ   เสียงมาจากดนตรี
เรื่องที่ห้า   คือ   เรื่องเกี่ยวกับไฟฟ้า




🌼 วิธีการสอน 🌼

          โดยการใช้กล่องต้องเริ่มจากการกำหนดกฎกติกาในการใช้และครูจะต้องคอยดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดในขณะใช้กล่องแห่งการค้นพบ เด็กเด็กทุกคนจะมีความอยากรู้อยากเห็นการเรียนรู้ของเด็กเกิดจากการได้สัมผัสการได้ลงมือกระทำหรือที่เรียกว่าการเล่นฉะนั้นการจัดการเรียนการสอนจะต้องจัดอยู่ในรูปแบบของการเล่นหรือการที่เด็กได้ลงมือกระทำได้เห็นของจริงหรือที่เรียกว่าการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง5 และการใช้คำถามก็สามารถกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ดี




🌼การสอนในหน่อยของอากาศ🌼

          อาจการนำการทดลองแบบง่ายที่ไม่เป็นอันตรายต่อเด็กมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยดึงดูดความสนใจให้กับเด็กเด็กและทำให้เด็กได้เรียนรู้จากการลงมือกระทำจริงได้เห็นของที่เป็นของจริงทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้และเกิดความเข้าใจได้มากกว่า เช่น การใช้การทดลอง จากน้ำส้มสายชู ที่ทำปฏิกิริยากับผงฟู




🌼การสอนเรื่องน้ำ🌼

          การเรียนรู้ของเหลวชนิดต่างๆ โดยต้องเตรียมของเหลวชนิดที่ต่างกันใส่ไว้ในหลอดทดลองหรือหลอดแก้ว เพื่อที่จะทำการศึกษาคุณสมบัติของของเหลวแต่ละชนิด วิธีการสอนเพื่อให้เด็กนำลวดหนีบกระดาษหยอดลงไปในหลอดทดลองหรือหลอดแก้วที่มีน้ำที่เตรียมไว้ให้ในแต่ละหลอดจากนั้นให้เด็กเด็กสังเกตว่าลวดหนีบกระดาษที่หยอดลงไปในหลอดทดลองนั้นมีปฏิกิริยาอย่างไรแล้วนำมาเปรียบเทียบกันว่าหลอดไหนจมเร็วที่สุดและเพราะอะไร โดยให้เด็กได้ทำลองทำหลายๆครั้ง เด็กจะเกิดความสนุกมาก เพราะเขาได้ลองทำและค้นพบด้วยตัวเอง




🌼การสอนเรื่องเสียง🌼

          การใช้อุปกรณ์ที่หาได้ง่ายใกล้ตัวเช่นการใช้ไม้บรรทัด ก็สามารถทำให้เกิดเสียงและจะเห็นได้ว่าในขณะที่เราดีดนั้นไม้บรรทัดจะสั่นก็เปรียบเหมือนคลื้นเสียงการเกิดเสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนทำให้เด็กเห็นภาพไม่ชัด  นอกจากนี้เสียงของคนเราเวลาพูดคุยตะโกนหรือกระซิบนั้นมีความแตกต่างกันโดยให้เด็กเด็กได้ลองทำเสียงในลักษณะต่างๆดูเพื่อสังเกตถึงความแตกต่างขณะที่ทำเสียง
           การให้เด็กได้ลงมือประดิษฐ์ส่งต่างตามจินตนาการโดนใช้วัสดุที่สามารถหาได้ง่าย หรือวัสดุเหลือใช้




🌼คำสำคัญ🌼

วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม สื่อการสอน ของเล่นสำหรับปฐมวัย พัฒนาทักษะการประดิษฐ์ ทักษะการออกแบบ การต่อวงจรไฟฟ้า อนุบาล การแนะแนวอาชีพ เป้าหมายการศึกษา การศึกษาเพื่อสร้างอาชีพ เรียนรู้ผ่านการเล่น จิตวิทยา พัฒนาการเด็ก กระแสไฟฟ้า การผสมสี คลื่นเสียง การออกแบบหลักสูตร พัฒนาแผนการสอน การศึกษาในเยอรมัน ความอยากรู้อยากเห็น การสังเกต การตั้งคำถาม ทักษะการคิดวิเคราะห์ เรียนรู้ผ่านสัมผัสทั้งห้า ปฏิกิริยาเคมี บทบาทครูอนุบาล






วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2562

สรุปงานวิจัย





💜💜  สรุปวิจัย   💜💜

ชื่องานวิจัย :การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะการสื่อสารของเด็กประถมวัยโดยใช้การจัดประสบการณ์แบบ 5 E

ของ : สวาท สมะวรรธนะ

เสนอต่อ : การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม 2560


 🌰 วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อศึกษาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยด้านทักษะการสังเกตุและทักษะการจำแนกที่ได้รับ การจัดประสบการณ์ 5 E
2. เพื่อศึกษาทักษะการสื่อสารของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบ 5 E
3. เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดประสบการณ์แบบ 5 E
4. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการสื่อสารของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดแบบ 5 E


🌰 สมมติฐาน : 
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และการสื่อสารของเด็กปฐมวัยหลังการจัดประสบการณ์สูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์แบบ 5 E


🌰 ประชากร และ กลุ่มตัวอย่าง :

          ประชากร
นักเรียนที่มีอายุระหว่าง 5-6 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 จังหวัดกำแพงเพชร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1

          กลุ่มตัวอย่าง
นักเรียนที่มีอายุระหว่าง 5-6 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่หนึ่งปีการศึกษา 2559 โรงเรียนบ้านตอรัง อำเภอไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 จำนวน 20 คน


🌰 เครื่องมือในการวิจัย :
          เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดประสบการณ์แบบ 5E เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะการสื่อสารของเด็กปฐมวัยจำนวน 16 แผ่น
          เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ
1. แบบทดสอบวัดความสามารถด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด้านทักษะการสังเกตุ 8 ข้อ ด้านทักษะการจำแนก 8 ข้อ
2. แบบทดสอบวัดความสามารถด้านทักษะการสื่อสาร 4 ข้อ


🌰 สรุป :
1. เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบ 5E มีระดับความสามารถด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก
2. เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบ 5 E มีระดับความสามารถด้านทักษะการสื่อสารอยู่ในระดับดีมาก
3. เด็กประถมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบ 5E มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบ 5E มีทักษะการสื่อสารคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01





วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2562

สรุปบทความ


🍎🍏  สรุปบทความ  🍏🍎



🍎 กิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะทางวิทยาศาสตร์ในเด็กปฐมวัย 🍎


           เด็กปฐมวัยควรจะได้รับการส่งเสริมและพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการค้นคว้าหาความรู้ เพื่อที่จะได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ และ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น และ จะได้มีโอกาสพัฒนา และ ประยุกต์ความรู้เหล่านั้นไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต


          สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิทยาศาสตร์ประถมศึกษา (2551) นำเสนอ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ครูและผู้ปกครองควรจะส่งเสริมให้แก่เด็กปฐมวัย 
ประกอบด้วย


      🍏 1. ทักษะการสังเกต หมายถึง การสำรวจสิ่งต่างๆรอบตัว เด็กทารกจะใช้สายตาสำรวจสิ่งต่างๆที่อยู่โดยรอบ ใช้มือสัมผัสสิ่งต่างๆอย่างสนใจ หรือ อาจจะหยิบสิ่งต่างๆรอบตัวมาบีบ กัด ดมเล่น ซึ่งทุกครั้งที่มีโอกาสกระทำเช่นนั้น ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ และ นำไปสู่ การพัฒนาความคิดในระดับที่สูงขึ้นต่อไป

      🍏 2.  ทักษะการจำแนกประเภท เป็นทักษะการแบ่งกลุ่มโดยมีเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง

      🍏 3.  ทักษะการทำนาย เป็นทักษะการคาดคะเนคำตอบก่อนจะพิสูจน์ด้วยการทดลอง โดยอาศัยประสบการณ์เดิม ความรู้เดิมมาช่วยทำนาย

      🍏 4.  ทักษะการวัด เป็นการเลือกใช้เครื่องมือ วัดหาปริมาณ น้ำหนัก ความสูง ความยาว ของสิ่งต่างๆ โดยในระดับปฐมวัย อาจจะใช้เครื่องมือวัดที่ไม่เป็นมาตรฐาน เช่น ใช้คืบมือ ใช้คลิปมาต่อกัน เป็นต้น

      🍏 5. ทักษะการคำนวณ ซึ่งหมายถึงการนับจำนวนของวัตถุ และ นำค่าที่ได้มาเปรียบเทียบกัน

      🍏 6. ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล หมายถึง การนำข้อมูลที่ได้จากการสังเกต การวัด การทดลอง และ จากแหล่งอื่นๆ มาจัดกระทำใหม่ และ นำเสนอเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจความหมาย

      🍏 7. ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างมิติของวัตถุ ระหว่างตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุหนึ่งกับอีกวัตถุหนึ่งและระหว่างการเปลี่ยนตำแหน่งหรือมิติของวัตถุกับเวลาที่เปลี่ยนไป

      🍏 8. ทักษะการลงความคิดเห็นจากข้อมูล หมายถึง การเพิ่มความคิดเห็นให้กับข้อมูลที่ได้จากการสังเกตอย่างมีเหตุผลโดยอาศัยความรู้และประสบการณ์เดิมมาช่วย



          การจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะวิทยาศาสตร์ให้แก่เด็กปฐมวัย ครูผู้สอนควรจะต้องคำนึงถึงการจัดกิจกรรมให้เด็กเรียนรู้ผ่านสถานการณ์จริงโดยประสบการณ์ที่จัดให้แก่เด็กนั้นจะต้องมีความหมายต่อเด็ก เป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับสิ่งที่เคยเรียนรู้ เคยพบเห็น และ สามารถนำมาปรับใช้ได้ในอนาคต

          การประกอบอาหาร เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ส่งเสริมทักษะวิทยาศาสตร์ให้แก่เด็กปฐมวัย เพราะเป็นกิจกรรมที่เด็กได้รับประสบการณ์ตรงตั้งแต่ขั้นเตรียมอุปกรณ์ และ ส่วนผสม  ส่วนประกอบที่นำมาใช้ในการประกอบอาหารก็ล้วนแต่เป็นของจริง ทำให้เด็กเกิดความสนใจ และ ช่วยทำให้เด็กจดจำง่าย  ในขณะทำอาหาร เด็กต้องใช้การสังเกตปริมาณส่วนผสม ส่วนประกอบของอาหารที่จะทำ รวมถึงการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่นำมาทำเป็นอาหาร การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ การเปรียบเทียบรสชาติ ในขณะทำอาหาร  โดยธรรมชาติของเด็กปฐมวัย จะมีความคิด การใช้ภาษาอย่างจำกัด ทำให้เด็กอาจจะไม่สามารถถ่ายทอดความคิด ความเข้าใจ และ ความต้องการให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่ายนัก การใช้คำถาม จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยทำให้ ครู และ ผู้ปกครอง มีความเข้าใจเด็กมากยิ่งขึ้น คำถามที่ท้าทาย และ กระตุ้นให้เด็กอยากเรียนรู้ จะส่งเสริมให้เด็กคิดหาคำตอบ ด้วยวิธีการทดลอง ลงมือทำ หรือ หาคำตอบจากแหล่งข้อมูลต่างๆ

          ในขั้นตอนการทำอาหาร ครูอาจจะส่งเสริมให้เด็กได้ใช้ทักษะการทำนาย โดยให้เด็กๆได้ช่วยกันคาดคะเนวางแผนก่อนลงมือทำอาหาร โดยตั้งคำถามว่า “ถ้าหากใส่น้ำตาลลงไปในขณะที่น้ำยังร้อนอยู่ เด็กๆคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
กิจกรรมประกอบอาหารที่ส่งเสริมทักษะทางวิทยาศาสตร์ และ เหมาะสมกับระดับปฐมวัย ควรจะเป็นกิจกรรมที่มีขั้นตอนไม่ซับซ้อนที่เด็กสามารถลงมือทำด้วยตนเอง
จะเห็นว่า นอกจากกิจกรรมการประกอบอาหารจะส่งเสริมให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ และ สนุกกับการเป็นผู้ลงมือทำอาหารด้วยตนเองแล้ว กิจกรรมประกอบอาหารยังส่งเสริมให้เด็กๆได้พัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อีกด้วย




วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน 2562

❄️ บันทึกการเรียนครั้งที่ 14 ❄️ 💜💜💜💜💜💜💜💜💜💜💜💜💜💜💜💜💜💜💜💜 ❄️ ความรู้ที่ได้รับ ❄️ วันนี้อาจารย์ให้มารับ...